2007/Sep/18

ไม่รู้ครึ้มออกครึ้มใจอะไร มานั่งพิมพ์เอนทรี่ อยู่ๆก็นึกถึงสมัยก่อน แล้วอยากเล่าขึ้นมา
ในวัยเด็ก ผมย้ายโรงเรียนบ่อยมากบ่อยจนน่าตกใจ เลยนึกว่างๆมานั่งทำลิสท์ นี้ต้อง
คนใกล้ตัวหน่อยนึง ถึงจะอ่านแล้วนึกตามออก เหอๆ

เกิดรพ.แมคคอร์มิคเชียงใหม่ ในตระกูลที่เรียกได้ว่ามีฐานะดีมากตระกูลหนึ่งในจังหวัดลำพุน ชีวิตในวัยเด็กบางช่วงก็คุณชายดีๆนี่เอง แสนสบาย ไปโรงเรียนมีคนใช้ไปส่ง ไปซื้อของล่นที่ตันตราภัณฑ์ทุกอาทิตย์ ค่อนข้างมีคนโอ๋ เพราะเป็นลูกชายคนแรกของGenerationคุณพ่อ

อนุบาล - อนุบาลใบบุญ
ป.1 - โรงเรียนอนุบาลลำพูน
ป.2 - โรงเรียนอนุบาลเชียงราย ย้ายมาเพราะว่าคุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง แล้วญาติทางบ้านคุณพ่อบางคนไม่ค่อยชอบคุณแม่เท่าไร อยู่ไปก็อึดอัด แม่เลยตัดสินใจมาิอยู่เชียงรายเพราะญาติทางแม่อยู่ที่นี่เยอะ ย้ายมาโดยไม่เอาเงินหรือทรัพย์สินทางนั้นติดมาํซักกะบาท แต่พวกปากหมาบางคนเอาไปพูดในตลาดว่า แม่แบ่งสมบัติมาจากทางนั้นได้หลายล้าน...
ป.3 - ย้ายมาอยู่โรงเรียนบ้านสันโค้งยังคงอยู่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน สมัยนั้นแม่ผมคั่วถั่วใส่ถุงไปขาย ถุงละ 5บาท รันทดมากๆ ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 3บาท พูดถึงนี่ไม่ได้น้อยใจอะไรหรอก เพียงแต่นึกถึงแล้ว เ็ฮ้อ สงสารคุณแม่จัง ถ้าได้มาหลายล้านจริงจะมานั่งทอดถั่ว คั่วถั่วใส่ซองไปขายเหรอ..
ป.4 - ย้ายกลับไปอนุบาลลำพูน ด้วยเหตุเพราะว่าแม่ผมคนเดียวไม่สามารถแบกรับภาระเลี้ยงลูกถึง 4คนได้ ประกอบกับอากง(คุณปู่)ที่ลำพูนค่อนข้างที่จะรักผมออกหน้าออกตา ท่านก็เลยบอกว่าจะรับเลี้ยงดูผมให้ ส่วนพี่สาวอีก1คน กับน้องอีก2คน แม่รับปากจะเลี้ยงดูเอง กลับมาเป็นคุณชายอีกครั้ง..ไปเชียงใหม่ทุกอาทิตย์
จำได้ดีว่าคุณแม่ไปเที่ยวหาตอนปิดเทอมจะขึ้นป.5 แล้วพอคุณแม่กลับปุ๊บ ผมก็แอบมานั่งที่บันไดบ้านแล้วร้องไห้ร้องแตกร้องแตน จนคุณอา(ซึ่งตอนวัยรุ่นเนี่ยเป็นคู่กัดกับพ่อผ ตีกันตลอด)มาเห็นแล้วอดสงสารไม่ไหว เลยจับผมขึ้นรถยนต์แล้วขับรถตามรถเมลล์ออกไป
จากตัวเมืองลำพูน กว่าจะตามรถเมลล์ที่คุณแม่นั่งไปได้ ก็เลยเหมืองง่าไปพอสมควรแล้ว คุณอาขับรถไปเทียบกับรถเมลล์เลย แล้วโบกๆให้รถเมลล์จอด คนขับรถเมลล์ไม่รู้เรื่องก็ขับต่อไปเรื่อยๆ จนคุณอาต้องปาดหน้า ให้รถเมลล์และผู้โดยสารในรถเสียวเล่นๆ พอรถเมลล์จอดแล้ว ไม่รู้ว่าคนขับอยู่ในอารมณ์ใหน ไ่ม่ได้สังเกตุ
รู้แต่ว่าแม่ผมวิ่งมากอดด้วยน้ำตาเต็มหน้า T-T ส่วนคนขับเห็นอย่างนั้นแล้วก็คงไม่อยากโวยแล้วมั้ง ปิดเทอมครั้งนั้นก็เลยกลับมาอยู่กับคุณแม่ที่เชียงราย พอเปิดเทอมก็กลับไปอยู่ลำพูน
ป.5 - มีคนรักก็มีคนชัง มีครั้งนึง ผมเข้าห้องน้ำที่ห้องน้ำหน้าห้องของคุณปู่ ซึ่งห้องน้ำห้องนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นห้องน้ำส่วนตัวก็ได้ เพราะอยู่ในมุมส่วนตัวที่เป็นห้องคุณปู่ ซึ่งคนทั่วไปถ้าไม่มีกิจใดๆแล้วจะไม่เดินมาแถวนี้ แม้แต่คนใช้ถ้าไม่ได้มาทำความสะอาดหรือไม่มีธุระก็ไม่เดินมาแถวนี้ ผมก็เข้าไปนั่งชักโครกถ่ายหนัก ิ... น้าเขยซึ่งไม่รู้มาเสร่ออะไรแถวนี้ เพราะปกติแกก็อาศัยอยู่ตึกข้างๆอีกหลังอยู่แล้วไม่รู้ผีเปรตตัวใดดลใจมาเดินแถวห้องคุณปู่ ก็มาเห็นผมเข้าห้องน้ำไม่ปิดประตู ก็เปิดฉากด่า เข้าห้องน้ำไม่ปิดประตู บลาๆๆๆๆ
.....ก็ปู่สั่งไว้ว่าเข้าห้องน้ำไม่ต้องปิดประตู...เพราะเด็กอยู่เกิดมีอะไรจะได้ช่วยเหลือ
หลังจากนั้น ก็มีอีกหลายที แต่อีกอันนึงที่นึกถึงแล้วรู้สึกรันทดพอดูก็ตอนที่ปู่ไปธุระที่กรุงเทพฯ แล้วผมซื้อด้วงกว่างมาเลี้ยง ก็โดนน้าเขยด่าอีก สักพักตอนที่ผมนั่งอยู่ชั้น1 ของบ้านปู่นั้นเอง น้าเขยคนเดิมก็กลับมา คนใช้ก็รู้ว่ามันจะมาหาเรื่องผมเลยวิ่งมาบอกก่อนว่า "บาสหนีเร็ว มันมาแล้ว ถือไม้มาด้วย" ผมได้ยินยังงั้นไม่รู้จะทำยังไง วิ่งหนีขึ้นชั้นสอง แน่นอนว่า ต้องวิ่งหนีเข้าห้องนอนของคุณปู่แล้วล๊อคห้องทันที แค่ชั่วหายใจเข้าแล้วหายใจออก มันก็มาบิดลูกบิดห้องคุณปู แต่ว่าผมล๊อคไว้ มันก็บอกให้ผมไปนอกห้อง มีเรื่องจะคุย(มีเรื่องจะคุยเหรอนั่น ถือไม้เรียวเดินข้ามตึกมายังงั้น...) มันก็ไม่กล้าทำอะไร ทุบประตูทีนึงแล้วกลับไป .....ห้องของคุณปู่ผม ที่ๆผมรู้สึกปลอดภัยที่สุดในชีวิตวัยเด็ก พอมันกลับไปได้ซักครึ่งชั่วโมงคนใช้ก็ขึ้นมาบอกผมว่ามันกลับไปแล้ว ออกมาได้
พอป.6 ก็ย้ายกลับมาเชียงรายคุณแม่เก็บเงินได้และก็เปิดร้านซัก อบ รีด ก็เริ่มมีเงินใช้ขึ้นมาบ้าง น้องสาวนั้นอาม่า(ยาย ทางแม่)รับไปเลี้ยง และคุณปู่ก็แวะมาเที่ยวหาบ่อยๆ ซื้อเครื่องFAMICOM(ย่อมาจาก Family Computer)มาให้ ตอนนั้นแพงมาก 2,400บาท พร้อมกับตลับเกม
Algos no Senshi(Rygar),PAC MAN และก็มีข้าวสาร 1กระสอบทุกที นอกจากนั้นก็แล้วแต่โอกาสว่าคุณปู่จะซื้ออะไรมาฝาก ที่สำคัญซาลาเปาวิกุลเชียงใหม่อร่อยที่สุดในโลก คุณปู่ซื้อมาให้ทุกที
ป.6 -
โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม สมัยนั้นเล่นเกมเยอะจนได้ฉายาไอ้บ้าเกมส์ แต่ก็ประหยัดตังนะเออ.. ย้ายมาแบบเอ๋อๆ เพราะตอนแรกที่จะย้ายไปโรงเรียนบ้านสันโค้งซึ่งใกล้บ้านมากกว่านั้น ทางโรงเรียนเรียกค่าแป๊ะเจี๊ยะหนักไป แม่สู้ไม่ไหวก็เลยพาไปเข้าโรงเรียนเชียงรายวิทยาคมแทน ซึ่งคนเชียงรายเรียกติดปากว่าโรงเรียนคริสท์ เพราะรู้สึกชื่อเดิมจะเรียกว่าเรียกว่า "โรงเรียนคริสเตียนวิทยาคม" ซึ่งโรงเรียนนี้อยู่ในเครือของสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับโอเวอร์บุร๊คและแมคคอร์มิค

ม.ต้น -
โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จำไม่ได้ว่าเข้าเรียนที่นี่ได้อย่างไรแต่ก็เรียนไปแบบขำๆ เรียนไปเล่นไป ไม่เก่งนักตามสไตล์เด็กผู้ชายทั่วไป ตอนม.1จำได้ว่าจะพากันไปนั่งเล่นเกมบอมเบอร์แมน,Motor Roaderที่ร้าน ซึ่งเป็นเกมของเครื่องPC-Engine ที่สามารถต่อมัลติแทบได้5คน สนุกสนาน ตอนม.3 เป็นคนเดียวที่ได้เกรด4ฟุตบอล ขอย้ำว่าคนเดียวที่ได้ เพราะคนอื่นติดร.หมด และก็ปีนี้ได้เป็นหัวหน้าห้องด้วย (/")/
- ตอนม.3 คุณปู่(ลำพูน)ไปผ่าตัดนิ่ว ช่วงที่ปิดเทอมเตรียมเรียนต่อนั้น ก็เลยไปเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม1 ไปถึงคุณปู่ก็บอกว่าอยากกินข้าวเหนียว ให้ผมไปซื้อมาให้หน่อย ผมก็ทักไปด้วยความไม่ประสาว่าท้องไส้ไม่ดี กินข้าวเหนียวจะดีเหรอมันย่อยยาก คนขับรถของคุณปู่ก็บอกว่าไปซื้อๆมาเถอะปู่เค้าอยากกินกับผม ผมก็เลยเออๆ ตามใจคนแก่ ไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง น้ำพริกหนุ่มมากินกับคุณปู่ กับคนขับรถ วันสุดท้ายที่จะกลับญาติๆเรียงหน้ากันเยอะผมก็นึกในใจว่า มีอะไรหว่ามากันพร้อมหน้าพร้อมตา ก็เรียงเข้ามาในห้องพิเศษที่คุณปู่รักษาตัวอยู่ ร้องไห้ร้องห่มกัน ผมก็เพิ่งรู้เอาวันที่จะกลับเชียงรายนี่แหละ ว่าตอนที่หมอผ่านิ่วไปนั้น ไปเจอมะเร็งเข้าที่ลำไส้ของคุณปู่ (ซึ่งคุณปู่เลิกบุหรี่,เหล้า ปตั้งแต่พ่อผมเสีย)

ม.ปลาย/ปวช. ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนสามัคคีฯที่เดิมนั่นแล แต่ไม่ได้เขียนชื่อลงบนกระดาษคำตอบเลยจำใจต้องไปเรียนปวช.ที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษาเชียงราย ซึ่งไม่มีอะไรประทับใจ และส่วนมากไปเสนอหน้าอยู่ที่โรงเรียนสามัคคีฯซะบ่อย..ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนที่นั่น และอยากได้วุฒิม.ปลาย เลยไปลงเรียนกศน.เอาวุฒิม.ปลายมาสมัครเรียนมหาวิทยาลัย
- ปวช.ปี1 หลังจากสอบปลายภาคเสร็จ ช่วงสงกรานต์ขับรถไปเจอเด็กวิ่งผ่าข้ามถนนไม่ดูตาม้าตาเรือ ชนซะเลือดกลบปาก สลบเหมือด โชคดีที่ไม่ตาย ไม่งั้นคงไม่ได้มานั่งพิมพ์บลอกอยู่อย่างนี้
- ปวช.ปี1 ปลายปี คุณปู่กับมะเร็ง แม่พาผมและพี่น้องไปเยี่ยมคุณปู่เป็นครั้งสุดท้าย เราไปถึงล้านคุณปู่ที่ลำพูนเมื่อประมาณ 3ทุ่มครึ่ง คุณปู่ซึ่งไม่ค่อยรับรู้อะไรแล้ว จากปากคำของญาติๆที่อยู่ที่นั่น กลับรู้สึกตัวเมื่อแม่และผมไปถึงและพูดคุย คุณปู่นั้นยังเป็นคุณปู่ที่ผมรู้จักดีแต่ผอมกว่าที่เคยจำได้ คุณปู่ซึ่งแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ก็พยายามที่จะล้วงมือเข้าไปหยิบของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ พอล้วงออกมาก็พบว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งคุณปู่ก็เอามาใส่มือผมไว้ เป็นภาพที่ยังติดตาผมมาจนถึงตอนนี้ ญาติๆมาเล่าให้ฟังทีหลังว่าเวลาเช็ดตัวให้คุณปู่เปลีั่ยนเสื้อกี่ตัวๆ คุณปู่ก็จะเอาเงินจำนวนนั้นมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอด ซึ่งคุณปู่ไม่ได้บอกอะไร ทางญาติที่อยู่ที่นั่นก็ไม่เข้าใจว่าคุณปู่ทำอะไร จนเห็นคุณปู่หยิบออกมาให้ผมนั่นแล ในคืนนั้นผมจำไม่ได้ว่าคุยอะไรไปกับคุณปู่บ้าง ในตอนเช้าพระวัดที่อยู่ใกล้ๆบ้านก็มาตักบาตรตามปกติ ผู้ใหญ่ก็นิมนต์ท่านเจ้าอาวาสมาสวดให้คุณปู่ เมื่อบทสวดจบลง ท่านเจ้าอาวาสออกจากบ้านของคุณปู่ประมาณ 07.00น. คุณปู่ก็ได้ตามท่านเจ้าอาวาสไปด้วย

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยพายัพ........เล่าในentryอื่นไปแล้ว(บางอันก็ลบไปแล้ว) ไม่เล่าละ ไว้วันหลังนึกอะไรออกจะมาเล่าละกัน

ว่าจะเขียนเรื่องเรียนในวัยเด็กคร่าวๆ ดันเขียนไปเขียนมากลายเป็นเรื่องมะเร็งไปซะได้.. เศร้า entryนี้จบแค่นี้หละ

เล็กๆน้อยๆสมัยอยู่ลำพูน
- สมัยที่อยู่บ้านปู่ เข้านอนหนึ่งทุ่ม ตื่น ตี4
- จะได้เงิน 5 บาทไปซื้อข้าวเหนียวและกับข้าว ฟังดูอาจจะน้อย แต่จริงๆแล้วสมัยนั้นค่าครองชีพไม่สูงและอยู่ต่างจังหวัดอย่างลำพูน ข้าวเหนียวสองบาท ซื้อกับข้าวอีก 3บาทก็ิ่อิ่มแล้ว
- กินข้าวเสร็จก็เพิ่งจะ 6 โมงเช้า แต่งตัวไปโรงเรียน บางวันฟิตๆก็วิ่งไปเอง ไปถึงคนแรกของโรงเรียน เย้ๆ แต่หลังๆมักจะรอดูเจ้าขุนทองตอน7โมงเช้าแล้วค่อยไปโรงเรียน
- ตอนที่อยู่กับปู่นั้น เสาร์-อาทิตย์จะเปิดทีวีตั้งแต่ 8 โมงเพื่อดูการ์ตูน ช่อง9 ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจะขยายฐานไปภาคเหนือ
แต่เซ็งวันอาทิตย์มาก จะมีรายการธรรมะ
- ป.4 เวลากลับบ้านต้องรอราชรถมารับ แต่มีอยู่วันนึง นั่งรอจน 5 โมงยังไม่มา ก็เลยวิ่งร้องไห้กลับบ้านคนเดียว ในใจก็คิดกลับไปถึงจะต่อว่าให้หนำใจ พอไปถึงประตูบ้านกลับพบว่าตำรวจเดินเข้าเดินออกบ้านหลายนาย พอเข้าไปในบ้านก็เจอปู่ ก็ร้องไห้ไปฟ้องปู่ว่าพี่คนขับรถไม่ไปรับ ปู่ตอบกลับมาว่าพี่คนนั้นหนะเค้าล้มหัวฟาดพื้นเสียชีวิตในห้องน้ำไปแล้ว ก็เลยไปรับไม่ได้
- ลำพูนเป็นเมืองเล็กๆ มีรถจักรยานปั่นแบบไม่ดูอะไร ใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีก็ทั่วตัวเมืองแล้ว
- อยู่กับปู่ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 7 บาท
- ป.5 โรงเรียนจัดกรุ๊ปไปดูภาพยนต์ที่โรงหนังในจังหวัดลำพูน รู้สึกจะมี วัลลี และ น้ำพุ ปัจจุบันโรงหนังนั้นเจ๊งไปได้มากกว่าสิบห้าปีแล้ว
- ราวๆ ปี41 ตอนนั้นผมเรียนเชียงใหม่ และไปเที่ยวลำพูน กะจะไปหาเพื่อนที่ชอบเล่นด้วยกันสมัยประถม ไปถึงหน้าบ้านกลับพบคำสั่งศาลแปะอยู่หน้าบ้าน ให้ยึดหรืออะไรซักอย่าง และไม่มีใครอยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว
- คุณอาที่เคยพาผมขึ้นรถไปปาดหน้ารถเมลล์นั้น ปัจจุบันไปปักหลักอยู่ที่อลาสก้า
- คุณแม่ผม สบายดี ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารชีวจิตร

ชีวิต..ก็เช่นนี้ มีสุข มีเศร้า เคล้ากันไป

2007/Aug/03

เท่านี้ ก็เพียงพอแล้ว

ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อวันก่อน ผมได้รับหน้าที่ขายบัตรเข้างานมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะทำวิดีโอประกอบเพื่อเปิดในงาน แต่พอดีหลายๆอย่างมันฉุกละหุก เพื่อนๆเตรียมวัตถุดิบมาให้กันไม่ทันและไม่มีใครอยากถือเงินจำนวนเยอะๆ ผมก็เลยกลายเป็นได้รับหน้าที่ไปนั่งขายบัตรหน้างานด้วยประการฉะนี้

พอถึงวันงานเอาเข้าจริงๆ ด้วยตำแหน่ง"พนักงานขายบัตร" ก็เลยต้องมาตั้งโต๊ะอยู่หน้าห้อง(มิน่าถึงไม่มีใครอยากขายบัตรหน้างาน ๕๕๕) ลักษณะเป็นโต๊ะยาว มีเก้าอี้อยู่3ตัว ซึ่งก็มีผมนั่งอยู่คนเดียว ไอ้เราไปนั่งยังงั้นก็เหงาอยู่นิดๆ เพราะโดดเดี่ยวออกมาอยู่นอกห้อง ได้แต่ทักทายเพื่อนๆที่มาซื้อบัตรแล้วเพื่อนๆเหล่านั้นก็เข้าไปในห้องจัดงาน

ในโมเมนท์นั้นเอง เพื่อนผมคนนึงซึ่งปีที่แล้วผมเคยตั้งหน้าตั้งตาจีบเค้า(แต่ก็ลงท้ายที่เป็นเพื่อนเหมือนเดิม) เค้างานนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกร ก็มานั่งเป็นเพื่อนผมที่ข้างนอกห้อง คุณเธอบอกว่าเห็นผมนั่งคนเดียวเกรงว่าจะเหงา เลยมานั่งเป็นเพื่อน ประกอบกับในห้องเสียงดัง นั่งข้างนอกซ้อมสคริปท์สะดวกกว่า ทำให้ความเหงาที่กำลังเกาะอยู่ในใจหายเป็นปลิดทิ้งทันที ระหว่างนั้นผมก็ชวนคุยบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเกรงว่าจะไปกวนสมาธิในการเตรียมงานก่อนขึ้นเวที

ในระหว่างที่ขายบัตรอยู่นั้นหลายๆครั้งที่หาเงินมาทอนไม่ได้ เพราะบัตรเจ้ากรรมเป็นบัตรที่มีราคาเศษ เงินทอนที่เตรียมไว้ก็ทอนๆเพื่อนรายก่อนหน้าไปหมดแล้วต้องจดกันเป็นระวิง เพื่อนผมคนนี้เองก็หยิบยื่นกระเป๋าสตางค์ของเค้ามาให้ แล้วว่าหยิบในนี้ไปใช้ก่อน ผมก็ok หยิบๆใช้ไป

สักพักเค้าต้องไปดำเนินรายการบนเวที เค้าก็ฝากกระเป๋าและของสำคัญไว้ที่ผม ผมก็ทำหน้าที่ของผมไป และแล้วก็ถึงเลวาที่เงินทอนหมดอีกครา ได้ฝากเพื่อนคนนั้นคนนี้ที่มาเดินอยู่ใกล้ๆไปหาแลกกันมือระวิง ฝ่ายสาวเจ้าออกมาพอดีก็ต่อว่าผมนิดๆว่า "แล้วทำไมไม่เปิดเอาในกระเป๋าสตางค์เราหละ" (เจ้าของกระเป๋าไม่อยู่ใครจะกล้าค้นหละ วู้)

แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยเค้าก็เห็นผมนั่งคนเดียวเหงาๆก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คุยด้วยเวลาที่เราอยากคุย ไว้ใจให้ฝากของสำคัญได้ และไว้ใจอีกหลายๆอย่าง

สำหรับผม

ถึงแม้จะไม่ได้คบกันเป็นคนรัก

"แต่เพียงเท่านี้ ก็พอใจแล้ว"

เห็นเรานั่งคนเดียวก็นั่งคุยเป็นเพื่อน มอบความไว้ไว้วางใจให้ พอใจแล้วหละ

อีกไม่นานเพื่อนคนนี้ก็จะไปต่างประเทศแล้วหละ
จากกันครั้งนี้ไม่รู้จะได้เจอกันอีกทีเมื่อใหร่ .....
ได้แต่เชียร์และคอยเอาใจช่วยอยู่ทางนี้ ให้ประสบความสำเร็จในต่างแดน

From sunset to sunrise

http://thecodes.gamer-gate.net/image/heart_.jpg

2007/May/19

หน้าที่อันทรงเกียรติ(ทรงเกลียด?) หรือหัวโขนอันใหม่ ?

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมกับทางตำรวจเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดูแลรับผิดชอบ ในการปราบปรามเรื่องคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ก็มีประธานชมรมร้านเน็ตในจังหวัดมาร่วม
ซึ่งทั้งจังหวัดมีทั้งหมด 14 ชมรม และมาเข้าร่วม 12 ชมรม หลังจากทางตำรวจได้แจ้งเรื่องให้ทราบแล้วเสร็จ ทางประธานชมรมที่มาร่วมประชุมทั้ง 12 คน ก็คุยกันและเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ประธานชมรมทั้งหลายมาพร้อมหน้ากัน ก็ลงความเห็นกันว่าควรจะจัดตั้งประธานใหญ่ขึ้นมาซักคนนึง เพื่อจะได้คอยเดินงานในระดับจังหวัด ซึ่งคุยกันไปคุยกันมา ก็มาตกอยู่
ที่ผมด้วยเสียงข้างมาก ให้ผมได้รับผิดชอบไป

การรับหน้าที่ประธานใหญ่ในครั้งนี้จะเป็นแค่หัวโขนอันใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนธรรมดาๆ ไปอยู่ที่สูงแล้วโดนลมพัดให้เอนไปตามแรงของลมพายุ หรือจะเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติที่รับผิดชอบนโยบายหรือความเป็นไปในภาพรวมของร้านเน็ต-เกมส์ในจังหวัดเชียงรายทั้งหมด คงต้องได้รับความร่วมมือจากประธานย่อยๆที่เหลืออีก 13ท่านด้วย

ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะไปได้ถึงระดับใหน แต่ก็จะพยายามให้ถึงที่สุด

พยายามให้การทำงานในบทบาทนี้เป็นการทำงานในหน้าที่อันทรงเกียรติ ไม่ให้เป็นหน้าที่อันทรงเกลียด หรือมีคนเกลียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


พ่อแม่พี่น้องเอาใจช่วยผมด้วยนะ เพื่อนๆด้วย :D