เท่านี้ ก็เพียงพอแล้ว
ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อวันก่อน ผมได้รับหน้าที่ขายบัตรเข้างานมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะทำวิดีโอประกอบเพื่อเปิดในงาน แต่พอดีหลายๆอย่างมันฉุกละหุก เพื่อนๆเตรียมวัตถุดิบมาให้กันไม่ทันและไม่มีใครอยากถือเงินจำนวนเยอะๆ ผมก็เลยกลายเป็นได้รับหน้าที่ไปนั่งขายบัตรหน้างานด้วยประการฉะนี้
พอถึงวันงานเอาเข้าจริงๆ ด้วยตำแหน่ง"พนักงานขายบัตร" ก็เลยต้องมาตั้งโต๊ะอยู่หน้าห้อง(มิน่าถึงไม่มีใครอยากขายบัตรหน้างาน ๕๕๕) ลักษณะเป็นโต๊ะยาว มีเก้าอี้อยู่3ตัว ซึ่งก็มีผมนั่งอยู่คนเดียว ไอ้เราไปนั่งยังงั้นก็เหงาอยู่นิดๆ เพราะโดดเดี่ยวออกมาอยู่นอกห้อง ได้แต่ทักทายเพื่อนๆที่มาซื้อบัตรแล้วเพื่อนๆเหล่านั้นก็เข้าไปในห้องจัดงาน
ในโมเมนท์นั้นเอง เพื่อนผมคนนึงซึ่งปีที่แล้วผมเคยตั้งหน้าตั้งตาจีบเค้า(แต่ก็ลงท้ายที่เป็นเพื่อนเหมือนเดิม) เค้างานนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกร ก็มานั่งเป็นเพื่อนผมที่ข้างนอกห้อง คุณเธอบอกว่าเห็นผมนั่งคนเดียวเกรงว่าจะเหงา เลยมานั่งเป็นเพื่อน ประกอบกับในห้องเสียงดัง นั่งข้างนอกซ้อมสคริปท์สะดวกกว่า ทำให้ความเหงาที่กำลังเกาะอยู่ในใจหายเป็นปลิดทิ้งทันที ระหว่างนั้นผมก็ชวนคุยบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเกรงว่าจะไปกวนสมาธิในการเตรียมงานก่อนขึ้นเวที
ในระหว่างที่ขายบัตรอยู่นั้นหลายๆครั้งที่หาเงินมาทอนไม่ได้ เพราะบัตรเจ้ากรรมเป็นบัตรที่มีราคาเศษ เงินทอนที่เตรียมไว้ก็ทอนๆเพื่อนรายก่อนหน้าไปหมดแล้วต้องจดกันเป็นระวิง เพื่อนผมคนนี้เองก็หยิบยื่นกระเป๋าสตางค์ของเค้ามาให้ แล้วว่าหยิบในนี้ไปใช้ก่อน ผมก็ok หยิบๆใช้ไป
สักพักเค้าต้องไปดำเนินรายการบนเวที เค้าก็ฝากกระเป๋าและของสำคัญไว้ที่ผม ผมก็ทำหน้าที่ของผมไป และแล้วก็ถึงเลวาที่เงินทอนหมดอีกครา ได้ฝากเพื่อนคนนั้นคนนี้ที่มาเดินอยู่ใกล้ๆไปหาแลกกันมือระวิง ฝ่ายสาวเจ้าออกมาพอดีก็ต่อว่าผมนิดๆว่า "แล้วทำไมไม่เปิดเอาในกระเป๋าสตางค์เราหละ" (เจ้าของกระเป๋าไม่อยู่ใครจะกล้าค้นหละ วู้)
แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยเค้าก็เห็นผมนั่งคนเดียวเหงาๆก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คุยด้วยเวลาที่เราอยากคุย ไว้ใจให้ฝากของสำคัญได้ และไว้ใจอีกหลายๆอย่าง
พอถึงวันงานเอาเข้าจริงๆ ด้วยตำแหน่ง"พนักงานขายบัตร" ก็เลยต้องมาตั้งโต๊ะอยู่หน้าห้อง(มิน่าถึงไม่มีใครอยากขายบัตรหน้างาน ๕๕๕) ลักษณะเป็นโต๊ะยาว มีเก้าอี้อยู่3ตัว ซึ่งก็มีผมนั่งอยู่คนเดียว ไอ้เราไปนั่งยังงั้นก็เหงาอยู่นิดๆ เพราะโดดเดี่ยวออกมาอยู่นอกห้อง ได้แต่ทักทายเพื่อนๆที่มาซื้อบัตรแล้วเพื่อนๆเหล่านั้นก็เข้าไปในห้องจัดงาน
ในโมเมนท์นั้นเอง เพื่อนผมคนนึงซึ่งปีที่แล้วผมเคยตั้งหน้าตั้งตาจีบเค้า(แต่ก็ลงท้ายที่เป็นเพื่อนเหมือนเดิม) เค้างานนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกร ก็มานั่งเป็นเพื่อนผมที่ข้างนอกห้อง คุณเธอบอกว่าเห็นผมนั่งคนเดียวเกรงว่าจะเหงา เลยมานั่งเป็นเพื่อน ประกอบกับในห้องเสียงดัง นั่งข้างนอกซ้อมสคริปท์สะดวกกว่า ทำให้ความเหงาที่กำลังเกาะอยู่ในใจหายเป็นปลิดทิ้งทันที ระหว่างนั้นผมก็ชวนคุยบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเกรงว่าจะไปกวนสมาธิในการเตรียมงานก่อนขึ้นเวที
ในระหว่างที่ขายบัตรอยู่นั้นหลายๆครั้งที่หาเงินมาทอนไม่ได้ เพราะบัตรเจ้ากรรมเป็นบัตรที่มีราคาเศษ เงินทอนที่เตรียมไว้ก็ทอนๆเพื่อนรายก่อนหน้าไปหมดแล้วต้องจดกันเป็นระวิง เพื่อนผมคนนี้เองก็หยิบยื่นกระเป๋าสตางค์ของเค้ามาให้ แล้วว่าหยิบในนี้ไปใช้ก่อน ผมก็ok หยิบๆใช้ไป
สักพักเค้าต้องไปดำเนินรายการบนเวที เค้าก็ฝากกระเป๋าและของสำคัญไว้ที่ผม ผมก็ทำหน้าที่ของผมไป และแล้วก็ถึงเลวาที่เงินทอนหมดอีกครา ได้ฝากเพื่อนคนนั้นคนนี้ที่มาเดินอยู่ใกล้ๆไปหาแลกกันมือระวิง ฝ่ายสาวเจ้าออกมาพอดีก็ต่อว่าผมนิดๆว่า "แล้วทำไมไม่เปิดเอาในกระเป๋าสตางค์เราหละ" (เจ้าของกระเป๋าไม่อยู่ใครจะกล้าค้นหละ วู้)
แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยเค้าก็เห็นผมนั่งคนเดียวเหงาๆก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คุยด้วยเวลาที่เราอยากคุย ไว้ใจให้ฝากของสำคัญได้ และไว้ใจอีกหลายๆอย่าง
สำหรับผม
ถึงแม้จะไม่ได้คบกันเป็นคนรัก
"แต่เพียงเท่านี้ ก็พอใจแล้ว"
เห็นเรานั่งคนเดียวก็นั่งคุยเป็นเพื่อน มอบความไว้ไว้วางใจให้ พอใจแล้วหละ
ถึงแม้จะไม่ได้คบกันเป็นคนรัก
"แต่เพียงเท่านี้ ก็พอใจแล้ว"
เห็นเรานั่งคนเดียวก็นั่งคุยเป็นเพื่อน มอบความไว้ไว้วางใจให้ พอใจแล้วหละ
อีกไม่นานเพื่อนคนนี้ก็จะไปต่างประเทศแล้วหละ
จากกันครั้งนี้ไม่รู้จะได้เจอกันอีกทีเมื่อใหร่ .....
ได้แต่เชียร์และคอยเอาใจช่วยอยู่ทางนี้ ให้ประสบความสำเร็จในต่างแดน
From sunset to sunrise

จากกันครั้งนี้ไม่รู้จะได้เจอกันอีกทีเมื่อใหร่ .....
ได้แต่เชียร์และคอยเอาใจช่วยอยู่ทางนี้ ให้ประสบความสำเร็จในต่างแดน
From sunset to sunrise
