2007/Aug/03

เท่านี้ ก็เพียงพอแล้ว

ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อวันก่อน ผมได้รับหน้าที่ขายบัตรเข้างานมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะทำวิดีโอประกอบเพื่อเปิดในงาน แต่พอดีหลายๆอย่างมันฉุกละหุก เพื่อนๆเตรียมวัตถุดิบมาให้กันไม่ทันและไม่มีใครอยากถือเงินจำนวนเยอะๆ ผมก็เลยกลายเป็นได้รับหน้าที่ไปนั่งขายบัตรหน้างานด้วยประการฉะนี้

พอถึงวันงานเอาเข้าจริงๆ ด้วยตำแหน่ง"พนักงานขายบัตร" ก็เลยต้องมาตั้งโต๊ะอยู่หน้าห้อง(มิน่าถึงไม่มีใครอยากขายบัตรหน้างาน ๕๕๕) ลักษณะเป็นโต๊ะยาว มีเก้าอี้อยู่3ตัว ซึ่งก็มีผมนั่งอยู่คนเดียว ไอ้เราไปนั่งยังงั้นก็เหงาอยู่นิดๆ เพราะโดดเดี่ยวออกมาอยู่นอกห้อง ได้แต่ทักทายเพื่อนๆที่มาซื้อบัตรแล้วเพื่อนๆเหล่านั้นก็เข้าไปในห้องจัดงาน

ในโมเมนท์นั้นเอง เพื่อนผมคนนึงซึ่งปีที่แล้วผมเคยตั้งหน้าตั้งตาจีบเค้า(แต่ก็ลงท้ายที่เป็นเพื่อนเหมือนเดิม) เค้างานนี้รับหน้าที่เป็นพิธีกร ก็มานั่งเป็นเพื่อนผมที่ข้างนอกห้อง คุณเธอบอกว่าเห็นผมนั่งคนเดียวเกรงว่าจะเหงา เลยมานั่งเป็นเพื่อน ประกอบกับในห้องเสียงดัง นั่งข้างนอกซ้อมสคริปท์สะดวกกว่า ทำให้ความเหงาที่กำลังเกาะอยู่ในใจหายเป็นปลิดทิ้งทันที ระหว่างนั้นผมก็ชวนคุยบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเกรงว่าจะไปกวนสมาธิในการเตรียมงานก่อนขึ้นเวที

ในระหว่างที่ขายบัตรอยู่นั้นหลายๆครั้งที่หาเงินมาทอนไม่ได้ เพราะบัตรเจ้ากรรมเป็นบัตรที่มีราคาเศษ เงินทอนที่เตรียมไว้ก็ทอนๆเพื่อนรายก่อนหน้าไปหมดแล้วต้องจดกันเป็นระวิง เพื่อนผมคนนี้เองก็หยิบยื่นกระเป๋าสตางค์ของเค้ามาให้ แล้วว่าหยิบในนี้ไปใช้ก่อน ผมก็ok หยิบๆใช้ไป

สักพักเค้าต้องไปดำเนินรายการบนเวที เค้าก็ฝากกระเป๋าและของสำคัญไว้ที่ผม ผมก็ทำหน้าที่ของผมไป และแล้วก็ถึงเลวาที่เงินทอนหมดอีกครา ได้ฝากเพื่อนคนนั้นคนนี้ที่มาเดินอยู่ใกล้ๆไปหาแลกกันมือระวิง ฝ่ายสาวเจ้าออกมาพอดีก็ต่อว่าผมนิดๆว่า "แล้วทำไมไม่เปิดเอาในกระเป๋าสตางค์เราหละ" (เจ้าของกระเป๋าไม่อยู่ใครจะกล้าค้นหละ วู้)

แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยเค้าก็เห็นผมนั่งคนเดียวเหงาๆก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คุยด้วยเวลาที่เราอยากคุย ไว้ใจให้ฝากของสำคัญได้ และไว้ใจอีกหลายๆอย่าง

สำหรับผม

ถึงแม้จะไม่ได้คบกันเป็นคนรัก

"แต่เพียงเท่านี้ ก็พอใจแล้ว"

เห็นเรานั่งคนเดียวก็นั่งคุยเป็นเพื่อน มอบความไว้ไว้วางใจให้ พอใจแล้วหละ

อีกไม่นานเพื่อนคนนี้ก็จะไปต่างประเทศแล้วหละ
จากกันครั้งนี้ไม่รู้จะได้เจอกันอีกทีเมื่อใหร่ .....
ได้แต่เชียร์และคอยเอาใจช่วยอยู่ทางนี้ ให้ประสบความสำเร็จในต่างแดน

From sunset to sunrise

http://thecodes.gamer-gate.net/image/heart_.jpg

2007/May/19

หน้าที่อันทรงเกียรติ(ทรงเกลียด?) หรือหัวโขนอันใหม่ ?

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมกับทางตำรวจเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดูแลรับผิดชอบ ในการปราบปรามเรื่องคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ก็มีประธานชมรมร้านเน็ตในจังหวัดมาร่วม
ซึ่งทั้งจังหวัดมีทั้งหมด 14 ชมรม และมาเข้าร่วม 12 ชมรม หลังจากทางตำรวจได้แจ้งเรื่องให้ทราบแล้วเสร็จ ทางประธานชมรมที่มาร่วมประชุมทั้ง 12 คน ก็คุยกันและเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ประธานชมรมทั้งหลายมาพร้อมหน้ากัน ก็ลงความเห็นกันว่าควรจะจัดตั้งประธานใหญ่ขึ้นมาซักคนนึง เพื่อจะได้คอยเดินงานในระดับจังหวัด ซึ่งคุยกันไปคุยกันมา ก็มาตกอยู่
ที่ผมด้วยเสียงข้างมาก ให้ผมได้รับผิดชอบไป

การรับหน้าที่ประธานใหญ่ในครั้งนี้จะเป็นแค่หัวโขนอันใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนธรรมดาๆ ไปอยู่ที่สูงแล้วโดนลมพัดให้เอนไปตามแรงของลมพายุ หรือจะเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติที่รับผิดชอบนโยบายหรือความเป็นไปในภาพรวมของร้านเน็ต-เกมส์ในจังหวัดเชียงรายทั้งหมด คงต้องได้รับความร่วมมือจากประธานย่อยๆที่เหลืออีก 13ท่านด้วย

ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะไปได้ถึงระดับใหน แต่ก็จะพยายามให้ถึงที่สุด

พยายามให้การทำงานในบทบาทนี้เป็นการทำงานในหน้าที่อันทรงเกียรติ ไม่ให้เป็นหน้าที่อันทรงเกลียด หรือมีคนเกลียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


พ่อแม่พี่น้องเอาใจช่วยผมด้วยนะ เพื่อนๆด้วย :D

2007/Jan/06

1.ปัจจุบัน (และอนาคต?)ปีใหม่ที่ผ่านมานี้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมาราวๆ 6ปีครึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ปี3 เค้าอยู่ปี4 ที่ชั้นปีต่างกันเพราะ ผมไปเรียนรามฯมาปีนึง แล้วกลับมาเรียนเชียงใหม่ ชั้นปีก็เลยช้ากว่าเค้าปีนึง พอคิดจะจีบ เค้าก็เรียนจบไปซะก่อน ไปทำเรื่องสุดน่าอายต่อหน้าเค้าด้วย เมาไม่ได้เรื่องเลย มาเจออีกทีก็ยังน่ารักเหมือนเดิม
จุ๊ๆ อันนี้อย่าบอกใครนะ เรื่องที่แอบเหล่ๆไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเนี่ย

/me เปิดเพลงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย


2.แฟน ?(อดีต-ปัจจุบัน-และอนาคต) เกือบๆไปหลายคนแล้ว หลายรายมากเป็นลักษณะมีคนแอบชอบแล้วไม่รู้ตัว เค้าแอบใบ้ ยังบื้อไม่รู้เรื่องอีก ไอ้ที่อยู่ข้างๆตัวอยู่ปลายจมูกไม่มองไม่รู้ ไปมองไอ้ที่เค้า ไม่เล่นด้วยกับเรา ปีนี้หาให้เป็นเรื่องเป็นราวซักคนท่าจะดี เดี๋ยวช้าเกินไอ้น้องชายสุดรัก มันจะแต่งไปก่อน


3.เรื่องที่เขียนถึง"คนปัจจุบัน"ที่เคยพร่ำถึงในบลอกก่อนๆนั้น ตอนนี้จบลงแล้ว ลงเอยที่การเป็นเพื่อน รักษาความรู้สึกดีๆต่อไป


4.ปัจจุบัน ตอนนี้ได้เป็นประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ จังหวัดเชียงรายแหละ เน้นในโซนตัวเมือง มาอยู่ตำแหน่งนี้แล้วได้ติดต่อกับหน่วยงานราชการบ่อยดี ทำเอกสารราชการ ก็ยากเหมือนกันแฮะ ไม่ได้เรียนคอร์สเขียนหนังสือราชการมา


5.อดีต เจ๊ทเม่บิวคอป ..............อ่านดูละกัน ระวังหลับ ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ จนเกือบจบน่าจะอึ้งเล็กๆหรือบางรายอาจจะมากๆ แต่ถ้าไม่อ่านแล้วข้ามไปเลย คงไม่อึ้ง...(จริงๆอันนี้พิมพ์ไว้นานแล้ว เอามาแปะใหม่)

จากบลอกก่อนๆเล่าเรื่องอีแจ๋น วันนี้เล่าเรื่องผู้หญิงอีกคนให้ฟัง ผู้หญิงคนนี้รู้จักก่อนอีแจ๋น ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียสายฝรั่ง ย้ายมาจากมนุษย์-อิงค์ มาเรียนสาขาประวัติศาสตร์ ใช่ มาเรียนประวัติศาสตร์ สาขาวิชาที่ผมเรียนอยู่ ย้ายเข้ามาอยู่สาขาเดียวกับเมื่อปีการศึกษา2541 หรือปี2นั่นเอง ขอเรียกว่า"น้ำเต้า"ก็แล้วกัน แน่นอนว่าเป็นชื่อที่ผมตั้งให้อีกแล้ว จากชื่อเดิมของเค้าคือ น้ำ_(เซนเซอร์) หน้าตาก็น่ารัก จมูกโด่ง ผมน้ำตาล ตาสีน้ำตาล มัดผมหางม้า เรียนเก่ง เป็นresourceสำหรับสูบเลคเชอร์รายหนึ่งที่ผมพึ่งพา

ยัยน้ำเต้าย้ายเข้ามาเทอมแรกของปีสองนั่นเอง เนื่องจากว่าผมชอบนั่งหน้าบ่อยๆ จะด้ใกล้ๆอาจารย์ น้ำเต้าก็ชอบนั่งหน้า ผมก็เลยได้นั่งข้างๆมันบ่อยนั่นแหละ นั่งด้วยกันบ่อยก็เลยคุยกันบ่อย เทอมนั้นเรียนmath ก็ได้ยัยน้ำเต้าช่วยติวสบายไปเลย พอมีรายงานกลุ่มหรืองานคู่น้ำเต้าก็มาเข้ากลุ่มผมนะแหละ เป็นเพราะว่าสนิทกับผมมากกว่าคนอื่นในสาขา เมื่อใกล้ชิด ในใจของบางคนก็เริ่มก่อตัวเป็นความรู้สึกบางอย่าง

ช่วงกลางเทอมที่สองของปีสองนั่นเอง หลังสอบมิดเทอมทางสาขาก็มีทริปตามรอยประวัติศาสตร์ ลุยอยุธยาและเข้าไปวัดพระแก้วที่กรุงเทพ ในวันที่ไปแวะค้างคืนที่ราชภัฏอยุธยา เวลาประมาณ3ทุ่มหรือไม่ก็4ทุ่ม พวกผมกับเพื่อนก็คุยกันว่าจะไปโทรศัพท์กลับบ้าน ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่บูม ก็ต้องลงไปหาตู้โทรในวิทยาลัยราชภัฏ ในกลุ่มมีผู้ชายสองคนรวมผม ผู้หญิงอีก4-5คน แน่นอนว่ามียัยน้ำเต้ารวมอยู่ในกลุ่มด้วย ในตอนที่ไปโทรศัพท์นั้นราชภัฏอยุธยามืดมาก มีแต่แสงจันทร์กับแสงจากเสาไฟที่แต่ละจุดอยู่ห่างไกลกันพอสมควร โดยสรุปก็คือเดินเกาะกลุ่มกันในความมืดนั่นแหละ

ขาไปไม่มีอะไร เรียบง่ายและปลอดโปร่ง เดินเกาะกลุ่มกันโดยมีแสงจันทร์เป็นเพื่อน รอบกลับนี่สิ เดินเกาะกลุ่มกันเหมือนเดิมนั่นแลครับ แต่ดันมีคนในกลุ่มเหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนชื่ออันนึงแล้วเรียกคนอื่นในกลุ่มให้หันไปดู เท่าที่อ่านเป็นชื่อของคนไทยเชื้อสายอิสลาม หลังป้ายนั้นมีคล้ายๆกับเป็นหลุมศพหรืออะไรสักอย่างผมเรียกไม่ถูก อาจจะเป็นที่สักการะหรือให้เกียรติแก่คนที่มีชื่อตามป้ายก็ได้ พอเห็นเท่านั้นคนในกลุ่มก็เกือบจะเงียบกริบเลย แต่แล้วก็มีเสียงดังขึ้นมาทำลายความเงียบนั้น แครกกกก เป็นเสียงไม้หักแล้วครูดลงมาจากต้น ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มตกใจมากเริ่มวิ่งร้อยเมตรทันทีประดุจดังว่าเสียงไม้หักนั้นคือเสียงนกหวีด ไอ่ผู้ชายสองตัวนั่น(ผมคือ1ใน2)ก็เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง บ้าจี้วิ่งตามไปด้วย แต่แล้วก็ได้ยินเสียงกริ๊กที่เปลี่ยนเสียงร้องไห้ตามหลังมา...ซึ่งมีผมได้ยินคนเดียว ส่วนคนอื่นวิ่งไม่ฟังอีร้าค่าอีรมแล้ว ผมนึกขึ้นได้ ตายห่า อีน้ำเต้าอยู่ข้างหลังนั่น ใช่แล้วครับ เสียงร้องไห้ของนังน้ำเต้านั่นเอง ที่ขวัญหาย ขาแข๊งวิ่งไม่ออก เลยยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น ผมเลยวิ่งกลับไปหาไม่รู้จะปลอบยังไง ก็เลยกอดแบบหลวมๆ(ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยนะเหวย) และลูบหลังน้ำเต้าเบาๆ "ชั้นมาแล้วนะแก" "ชั้นอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว" "ขวัญมานะขวัญมา" ผมปลอบไปราวๆนี้ ก็อยู่ยังงั้นจนหยุดร้องไห้ แล้วก็จูงน้ำเต้ากลับห้องพักของราชภัฏอยุธยา

วันต่อมาก็มีเรื่องอีก หลังจากที่เที่ยวชมวัดพระแก้วแล้วก็จะนั่งเรือข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อไปชมอู่เก็บเรือพระราชพิธี เหตุเกิดเมื่อลงไปนั่งเรือได้ไม่ถึง3นาที เรือยังไม่ออกจากท่าเลย นังน้ำเต้าเมาเรือ......ครับ ตอนนั้นยังไม่เท่าไร พอออกจากท่าเท่านั้นแหละ อาเจียณ แขนขาเย็นไม่มีแรง ชัก(ไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็นเรียกชักหรือเปล่า) ไปขึ้นฝั่งที่อู่เก็บเรือพระราชพิธีปุ๊บผมรีบแจ้งอาจารย์ จากนั้นก็อุ้มไปหาที่ให้นั่งพัก อาจารย์ก็เอายาดมกับเคาเตอร์เพนมาให้ ผมก็นวดแขนขา สักพักท่าไม่ดี อาจารย์เลยเรียกแทกซี่มาผมก็อุ้มไปขึ้นแทกซี่ส่งโรงพยาบาลหลังจากนั้นญาติของน้ำเต้าที่อยู่กทม.ก็มาถึงพยาบาล ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของญาติเค้าไป และน้ำเต้าก็ออกจากทริปไป ส่วนผมก็จรลีกลับมาเที่ยวต่อกับสาขา จนกลับมาเชียงใหม่โดยที่ไม่มีคนนั่งข้าง

พอปีสามก็ยังอยู่กลุ่มเดียวกันบ่อยๆ และปีนี้"แจ๋น"มาแล้ว เนื่องจากว่าคบทั้งสองคนแบบเพื่อนมาทำรายงาน มานั่งเล่น ก็เลยไม่คิดอะไรมาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าในตอนนั้นมีใจให้น้ำเต้านิดๆ และแอบชอบแจ๋นหน่อยๆแล้ว...(เลวหน่อยๆแฮะตู) ก็ไม่มีอะไรมากมาย เรื่อยๆเปื่อยๆ (จริงๆปีนี้หนักไปเรื่องของแจ๋น อ่าน เพื่อนสนิท #02 ละกันนั่นเรื่องฝั่งแจ๋น) ก็มีโทรคุยกัน ขำๆ เวลาผมโทรออกเสีย5บาท ได้7นาที(ระบบโทรศัพท์ของหอพักมันตัด) ถ้าน้ำเต้าโทรหาผม จะเสีย3บาท และ7นาทีตัด เวลาคุยๆกันอยู่แล้วมีเสียงเตือน น้ำเต้าจะพูดทันที"เดี๋ยวชั้นโทรมาอีก" ก็เป็นอย่างนี้อยู่นานพอสมควร

พอปี4เทอมแรก ช่วงที่ยัยน้ำเต้ามาห้องผมหากจำไม่ผิดก็ปลายๆเทอมแล้ว ก็ไปหยิบไดอารี่ของผมขึ้นมาเขียนคำว่า Je.... ซึ่งผมอ่านไม่ออกแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ด้วย น้ำเต้าก็หยิบหน้านั้นมากางให้ผมอ่าน แล้วถามว่า "อ่านออกป่ะ รู้ป่ะแปลว่าอะไร" ผมก็ตอบกวนๆตามประสาเพื่อนไป "อือ ไม่รู้อ่ะไม่ใช่ภาษาพ่อ" แล้วน้ำเต้าก็เงียบไป

ต้นเทอมสองของปี4 ผมไม่เห็นหน้านังน้ำเต้าราวๆ1อาทิตย์ ขาดการติดต่อด้วยเพราะปกติถ้าขาดเรียนพ่อมันจะโทรมาบอกผมว่าฝากลาหยุดอาจารย์ด้วย(ใบลาตามมาทีหลัง) อาทิตย์ถัดมาก็ได้ข่าวว่าน้ำเต้าย้ายกลับบ้านที่กทม.แล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ(ปี2543)และก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย เพราะผมไม่รู้จักเบอร์โทรบ้านมันที่กทม.(ไม่โทรไปถามเบอร์จากบ้านที่เชียงใหม่เนอะ ฉลาดจัง)

ปี2546 เนื่องจัดการกิจการที่บ้านลงตัว และว่างจัด ผมก็เข้ากรุงเทพฯไปหาอะไรเรียนเปิดหูเปิดตา ที่พักอยู่ลาดพร้าว ใกล้รามคำแหง ผมก็เออ ไปสมัครรัฐศาสตร์รามดีกว่า ลงเรียนไว้ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ อ่านหนังสือไปสอบเอา ผมก็ไปสมัครเรียนไว้ ในวันนั้นแหละ ผมเดินเล่นอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมก็ไปเจอเจอะนังน้ำเต้านั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ซุ้มริมน้ำแห่งนึงในมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็นึกว่าตาฝาด ไปยืนด้อมๆมองๆทำท่าเหมือนคนโรคจิตสักนาทีก็เริ่มแน่ใจ เข้าไปทัก "อีน้ำเต้า!!" ฝ่ายนั้นก็มองหน้าผมแล้วอึ้งระคนตกใจนิดๆก่อนจะตอบกลับมาว่า "ไอ่บาส แกมาได้ไง" ผมก็เล่าไปว่าผมมาทำอะไรบลาๆๆๆ นั่งคุยกันได้ราวๆชั่วโมง ผมก็เอาเบอร์โทรยัยน้ำเต้ามา ก่อนแยกย้ายนังน้ำเต้ายังเปรยกับผมว่าอีกไม่นานก็ต้องย้ายไปอยู่ออสเตรเลียละ และก็บอกผมว่า "เออ ถ้าถึงวันเดินทางไปออสเตรเลีย แกต้องไปส่งชั้นด้วย" ผมก็ตอบไปว่า"อือๆ" แล้วก็มีโทรติดต่อกันบ้างเป็นระยะ แต่แล้วผมก็ดันไม่ได้เติมบัตรมือถือ ทำให้ขาดช่วงในการติดต่อไปเดือนนึง หลังจากนั้นมาเติมบัตรอีกที แต่ก็ไม่ได้โทรหาน้ำเต้า.....จนมานึกได้ทีหลังว่ามันจะไปออสเตรเลีย มานึกได้ก็สายไปแล้วหล่ะครับ เค้าไปแล้ว.....ข่าวสารกับกับน้ำเต้าขาดไปตั้งแต่ปี46 เจอกันครั้งสุดท้ายก็ที่กรุงเทพ ปี46.....คิดถึงแกเหมือนกันนะ

บางคนอ่านมาตั้งแต่แรก อาจจะมองว่าไม่เห็นน่าสนใจเลย เขียนมาจะจบแล้ว สำนวนก็ชวนง่วงนอน ถึงไคลแมกซ์แล้วละครับ วันนี้(2006-09-24)ผมจัดห้องนอนของผมใหม่ ก็ค้นหนังสือเก่าๆที่ไม่อ่านแล้วแยกไว้บริจาค หนังสือเกมรายเดือนและนิตยสารอื่นๆทิ้ง พลันไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนสมัยเรียน เล่มที่เอ่ยถึงด้านบนนั้นแหละผมก็พลิกๆไดอารีไป จนถึงปกหลังด้านใน ก็ไปเจอคำที่น้ำเต้ามันเคยเขียนไว้ คำที่ไม่เคยสนใจจะอ่าน ไม่สนใจจะแปล


(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ใช่แล้วหล่ะครับ คนที่เรียนภาษาฝรั่งเศษมาคงร้องอ๋อ แต่ผมเพิ่งจะรู้ความหมายเอาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ Je t'aime beaucoup แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า ฉันรักเธอมาก ทำไมผมไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้ซัก6ปีนะ "คนเขียนคงจะรอ รอวันที่ผมเอามันไปแปล" ผ่านไป6ปี มาค้นเจอไดอารี่และผมก็เพิ่งจะแปลมัน....ผมในปัจจุบันนี้ก็ไม่รู้ว่าถ้าตอนนั้นผมรู้ความหมาย ผมจะทำอย่างไร ซึ่งตอนนั้นก็มีความรู้สึกยิ่งกว่าเพื่อนกับแจ๋นอยู่ อีกคนก็เพื่อนสนิทเหมือนกัน (มิน่าน้ำเต้าถึงเอาใจผมจัง เลคเชอร์วิชานั่นนี่ ติวEng ติวMath นั่งๆทำรายงานอยู่ที่ห้องผม ว่างก็มาเอ็ดผมว่าห้องของเริ่มรก แล้วก็จัดให้เสร็จสรรพ โง่จริงๆตู) และผมยังผิดต่อน้ำเต้าอีก โดยการเบี้ยวไม่ไปส่งขึ้นเครื่องไปออสเตรเลีย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครเทคแคร์เค้าแบบนั้นละมั้ง ถึงเกิดเป็นความชอบขึ้นมา แต่เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว
และหลังจากที่ไปอยู่ออสเตรเลียได้ปีนึง เค้าก็คงตัดใจจากผมได้แล้วหล่ะตอนนี้เค้าแต่งงานไปได้ปีนึงแล้วโชคดีนะเพื่อนเกลอ



(อันนี้เปิดให้ตัวเองฟัง นังน้ำเต้าต้องอารมณ์นี้แน่ๆ)



อันนี้ปกหน้าด้านใน clickโปรดทำใจก่อนคลิก เนื่องจากลายมือเป็นมลพิษต่อสายตามาก

บาสแมน

- ฉันรู้ความหมายของJe t'aimeแล้ว!!!(อ่านจากช่องขวาไปซ้าย) เรนแมน editมาให้ ขำๆ



แทกใครดีหว่าสาดมั่วแบบจงใจละกัน
1. มอกกุจิ หญิงเหล็กแห่งGG ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอุ้งบาทาหมีเป็นชีวิตจิตใจ และยังมีพลังชีวิตที่อึดยิงกว่าแมลงสาป
2. Eltshan น้องสาวผู้วายอย่างร้ายกาจ จับคู่ไปซะหมด
3. JoyKa ป้าจอยก้ามหากิ๊ก ผู้สะสมกิ๊กอย่างไม่บันยะบันยัง(จริงเป่าไม่รุ เขียนให้เว่อไว้ก่อน)
4. อุริ น้องสาวไอ้หล่อ โดนไอ้หล่อแทก เลยมาแทกซ้ำที่น้องสาวไอ้หล่อแทน แบร่ๆ
5. เซ่อ คาราเอลแมน น้องสาวของมอกกุจิ ฉายา"กระเทย"

เขียนจบแล้วโว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ดีใจจัง