2007/May/19

หน้าที่อันทรงเกียรติ(ทรงเกลียด?) หรือหัวโขนอันใหม่ ?

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมกับทางตำรวจเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะมาดูแลรับผิดชอบ ในการปราบปรามเรื่องคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ก็มีประธานชมรมร้านเน็ตในจังหวัดมาร่วม
ซึ่งทั้งจังหวัดมีทั้งหมด 14 ชมรม และมาเข้าร่วม 12 ชมรม หลังจากทางตำรวจได้แจ้งเรื่องให้ทราบแล้วเสร็จ ทางประธานชมรมที่มาร่วมประชุมทั้ง 12 คน ก็คุยกันและเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ประธานชมรมทั้งหลายมาพร้อมหน้ากัน ก็ลงความเห็นกันว่าควรจะจัดตั้งประธานใหญ่ขึ้นมาซักคนนึง เพื่อจะได้คอยเดินงานในระดับจังหวัด ซึ่งคุยกันไปคุยกันมา ก็มาตกอยู่
ที่ผมด้วยเสียงข้างมาก ให้ผมได้รับผิดชอบไป

การรับหน้าที่ประธานใหญ่ในครั้งนี้จะเป็นแค่หัวโขนอันใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนธรรมดาๆ ไปอยู่ที่สูงแล้วโดนลมพัดให้เอนไปตามแรงของลมพายุ หรือจะเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติที่รับผิดชอบนโยบายหรือความเป็นไปในภาพรวมของร้านเน็ต-เกมส์ในจังหวัดเชียงรายทั้งหมด คงต้องได้รับความร่วมมือจากประธานย่อยๆที่เหลืออีก 13ท่านด้วย

ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะไปได้ถึงระดับใหน แต่ก็จะพยายามให้ถึงที่สุด

พยายามให้การทำงานในบทบาทนี้เป็นการทำงานในหน้าที่อันทรงเกียรติ ไม่ให้เป็นหน้าที่อันทรงเกลียด หรือมีคนเกลียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้


พ่อแม่พี่น้องเอาใจช่วยผมด้วยนะ เพื่อนๆด้วย :D

2007/Jan/06

1.ปัจจุบัน (และอนาคต?)ปีใหม่ที่ผ่านมานี้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมาราวๆ 6ปีครึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ปี3 เค้าอยู่ปี4 ที่ชั้นปีต่างกันเพราะ ผมไปเรียนรามฯมาปีนึง แล้วกลับมาเรียนเชียงใหม่ ชั้นปีก็เลยช้ากว่าเค้าปีนึง พอคิดจะจีบ เค้าก็เรียนจบไปซะก่อน ไปทำเรื่องสุดน่าอายต่อหน้าเค้าด้วย เมาไม่ได้เรื่องเลย มาเจออีกทีก็ยังน่ารักเหมือนเดิม
จุ๊ๆ อันนี้อย่าบอกใครนะ เรื่องที่แอบเหล่ๆไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเนี่ย

/me เปิดเพลงช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย


2.แฟน ?(อดีต-ปัจจุบัน-และอนาคต) เกือบๆไปหลายคนแล้ว หลายรายมากเป็นลักษณะมีคนแอบชอบแล้วไม่รู้ตัว เค้าแอบใบ้ ยังบื้อไม่รู้เรื่องอีก ไอ้ที่อยู่ข้างๆตัวอยู่ปลายจมูกไม่มองไม่รู้ ไปมองไอ้ที่เค้า ไม่เล่นด้วยกับเรา ปีนี้หาให้เป็นเรื่องเป็นราวซักคนท่าจะดี เดี๋ยวช้าเกินไอ้น้องชายสุดรัก มันจะแต่งไปก่อน


3.เรื่องที่เขียนถึง"คนปัจจุบัน"ที่เคยพร่ำถึงในบลอกก่อนๆนั้น ตอนนี้จบลงแล้ว ลงเอยที่การเป็นเพื่อน รักษาความรู้สึกดีๆต่อไป


4.ปัจจุบัน ตอนนี้ได้เป็นประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอินเตอร์เน็ตและเกมส์ จังหวัดเชียงรายแหละ เน้นในโซนตัวเมือง มาอยู่ตำแหน่งนี้แล้วได้ติดต่อกับหน่วยงานราชการบ่อยดี ทำเอกสารราชการ ก็ยากเหมือนกันแฮะ ไม่ได้เรียนคอร์สเขียนหนังสือราชการมา


5.อดีต เจ๊ทเม่บิวคอป ..............อ่านดูละกัน ระวังหลับ ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ จนเกือบจบน่าจะอึ้งเล็กๆหรือบางรายอาจจะมากๆ แต่ถ้าไม่อ่านแล้วข้ามไปเลย คงไม่อึ้ง...(จริงๆอันนี้พิมพ์ไว้นานแล้ว เอามาแปะใหม่)

จากบลอกก่อนๆเล่าเรื่องอีแจ๋น วันนี้เล่าเรื่องผู้หญิงอีกคนให้ฟัง ผู้หญิงคนนี้รู้จักก่อนอีแจ๋น ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียสายฝรั่ง ย้ายมาจากมนุษย์-อิงค์ มาเรียนสาขาประวัติศาสตร์ ใช่ มาเรียนประวัติศาสตร์ สาขาวิชาที่ผมเรียนอยู่ ย้ายเข้ามาอยู่สาขาเดียวกับเมื่อปีการศึกษา2541 หรือปี2นั่นเอง ขอเรียกว่า"น้ำเต้า"ก็แล้วกัน แน่นอนว่าเป็นชื่อที่ผมตั้งให้อีกแล้ว จากชื่อเดิมของเค้าคือ น้ำ_(เซนเซอร์) หน้าตาก็น่ารัก จมูกโด่ง ผมน้ำตาล ตาสีน้ำตาล มัดผมหางม้า เรียนเก่ง เป็นresourceสำหรับสูบเลคเชอร์รายหนึ่งที่ผมพึ่งพา

ยัยน้ำเต้าย้ายเข้ามาเทอมแรกของปีสองนั่นเอง เนื่องจากว่าผมชอบนั่งหน้าบ่อยๆ จะด้ใกล้ๆอาจารย์ น้ำเต้าก็ชอบนั่งหน้า ผมก็เลยได้นั่งข้างๆมันบ่อยนั่นแหละ นั่งด้วยกันบ่อยก็เลยคุยกันบ่อย เทอมนั้นเรียนmath ก็ได้ยัยน้ำเต้าช่วยติวสบายไปเลย พอมีรายงานกลุ่มหรืองานคู่น้ำเต้าก็มาเข้ากลุ่มผมนะแหละ เป็นเพราะว่าสนิทกับผมมากกว่าคนอื่นในสาขา เมื่อใกล้ชิด ในใจของบางคนก็เริ่มก่อตัวเป็นความรู้สึกบางอย่าง

ช่วงกลางเทอมที่สองของปีสองนั่นเอง หลังสอบมิดเทอมทางสาขาก็มีทริปตามรอยประวัติศาสตร์ ลุยอยุธยาและเข้าไปวัดพระแก้วที่กรุงเทพ ในวันที่ไปแวะค้างคืนที่ราชภัฏอยุธยา เวลาประมาณ3ทุ่มหรือไม่ก็4ทุ่ม พวกผมกับเพื่อนก็คุยกันว่าจะไปโทรศัพท์กลับบ้าน ซึ่งสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่บูม ก็ต้องลงไปหาตู้โทรในวิทยาลัยราชภัฏ ในกลุ่มมีผู้ชายสองคนรวมผม ผู้หญิงอีก4-5คน แน่นอนว่ามียัยน้ำเต้ารวมอยู่ในกลุ่มด้วย ในตอนที่ไปโทรศัพท์นั้นราชภัฏอยุธยามืดมาก มีแต่แสงจันทร์กับแสงจากเสาไฟที่แต่ละจุดอยู่ห่างไกลกันพอสมควร โดยสรุปก็คือเดินเกาะกลุ่มกันในความมืดนั่นแหละ

ขาไปไม่มีอะไร เรียบง่ายและปลอดโปร่ง เดินเกาะกลุ่มกันโดยมีแสงจันทร์เป็นเพื่อน รอบกลับนี่สิ เดินเกาะกลุ่มกันเหมือนเดิมนั่นแลครับ แต่ดันมีคนในกลุ่มเหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนชื่ออันนึงแล้วเรียกคนอื่นในกลุ่มให้หันไปดู เท่าที่อ่านเป็นชื่อของคนไทยเชื้อสายอิสลาม หลังป้ายนั้นมีคล้ายๆกับเป็นหลุมศพหรืออะไรสักอย่างผมเรียกไม่ถูก อาจจะเป็นที่สักการะหรือให้เกียรติแก่คนที่มีชื่อตามป้ายก็ได้ พอเห็นเท่านั้นคนในกลุ่มก็เกือบจะเงียบกริบเลย แต่แล้วก็มีเสียงดังขึ้นมาทำลายความเงียบนั้น แครกกกก เป็นเสียงไม้หักแล้วครูดลงมาจากต้น ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มตกใจมากเริ่มวิ่งร้อยเมตรทันทีประดุจดังว่าเสียงไม้หักนั้นคือเสียงนกหวีด ไอ่ผู้ชายสองตัวนั่น(ผมคือ1ใน2)ก็เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง บ้าจี้วิ่งตามไปด้วย แต่แล้วก็ได้ยินเสียงกริ๊กที่เปลี่ยนเสียงร้องไห้ตามหลังมา...ซึ่งมีผมได้ยินคนเดียว ส่วนคนอื่นวิ่งไม่ฟังอีร้าค่าอีรมแล้ว ผมนึกขึ้นได้ ตายห่า อีน้ำเต้าอยู่ข้างหลังนั่น ใช่แล้วครับ เสียงร้องไห้ของนังน้ำเต้านั่นเอง ที่ขวัญหาย ขาแข๊งวิ่งไม่ออก เลยยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น ผมเลยวิ่งกลับไปหาไม่รู้จะปลอบยังไง ก็เลยกอดแบบหลวมๆ(ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยนะเหวย) และลูบหลังน้ำเต้าเบาๆ "ชั้นมาแล้วนะแก" "ชั้นอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว" "ขวัญมานะขวัญมา" ผมปลอบไปราวๆนี้ ก็อยู่ยังงั้นจนหยุดร้องไห้ แล้วก็จูงน้ำเต้ากลับห้องพักของราชภัฏอยุธยา

วันต่อมาก็มีเรื่องอีก หลังจากที่เที่ยวชมวัดพระแก้วแล้วก็จะนั่งเรือข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อไปชมอู่เก็บเรือพระราชพิธี เหตุเกิดเมื่อลงไปนั่งเรือได้ไม่ถึง3นาที เรือยังไม่ออกจากท่าเลย นังน้ำเต้าเมาเรือ......ครับ ตอนนั้นยังไม่เท่าไร พอออกจากท่าเท่านั้นแหละ อาเจียณ แขนขาเย็นไม่มีแรง ชัก(ไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็นเรียกชักหรือเปล่า) ไปขึ้นฝั่งที่อู่เก็บเรือพระราชพิธีปุ๊บผมรีบแจ้งอาจารย์ จากนั้นก็อุ้มไปหาที่ให้นั่งพัก อาจารย์ก็เอายาดมกับเคาเตอร์เพนมาให้ ผมก็นวดแขนขา สักพักท่าไม่ดี อาจารย์เลยเรียกแทกซี่มาผมก็อุ้มไปขึ้นแทกซี่ส่งโรงพยาบาลหลังจากนั้นญาติของน้ำเต้าที่อยู่กทม.ก็มาถึงพยาบาล ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของญาติเค้าไป และน้ำเต้าก็ออกจากทริปไป ส่วนผมก็จรลีกลับมาเที่ยวต่อกับสาขา จนกลับมาเชียงใหม่โดยที่ไม่มีคนนั่งข้าง

พอปีสามก็ยังอยู่กลุ่มเดียวกันบ่อยๆ และปีนี้"แจ๋น"มาแล้ว เนื่องจากว่าคบทั้งสองคนแบบเพื่อนมาทำรายงาน มานั่งเล่น ก็เลยไม่คิดอะไรมาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าในตอนนั้นมีใจให้น้ำเต้านิดๆ และแอบชอบแจ๋นหน่อยๆแล้ว...(เลวหน่อยๆแฮะตู) ก็ไม่มีอะไรมากมาย เรื่อยๆเปื่อยๆ (จริงๆปีนี้หนักไปเรื่องของแจ๋น อ่าน เพื่อนสนิท #02 ละกันนั่นเรื่องฝั่งแจ๋น) ก็มีโทรคุยกัน ขำๆ เวลาผมโทรออกเสีย5บาท ได้7นาที(ระบบโทรศัพท์ของหอพักมันตัด) ถ้าน้ำเต้าโทรหาผม จะเสีย3บาท และ7นาทีตัด เวลาคุยๆกันอยู่แล้วมีเสียงเตือน น้ำเต้าจะพูดทันที"เดี๋ยวชั้นโทรมาอีก" ก็เป็นอย่างนี้อยู่นานพอสมควร

พอปี4เทอมแรก ช่วงที่ยัยน้ำเต้ามาห้องผมหากจำไม่ผิดก็ปลายๆเทอมแล้ว ก็ไปหยิบไดอารี่ของผมขึ้นมาเขียนคำว่า Je.... ซึ่งผมอ่านไม่ออกแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ด้วย น้ำเต้าก็หยิบหน้านั้นมากางให้ผมอ่าน แล้วถามว่า "อ่านออกป่ะ รู้ป่ะแปลว่าอะไร" ผมก็ตอบกวนๆตามประสาเพื่อนไป "อือ ไม่รู้อ่ะไม่ใช่ภาษาพ่อ" แล้วน้ำเต้าก็เงียบไป

ต้นเทอมสองของปี4 ผมไม่เห็นหน้านังน้ำเต้าราวๆ1อาทิตย์ ขาดการติดต่อด้วยเพราะปกติถ้าขาดเรียนพ่อมันจะโทรมาบอกผมว่าฝากลาหยุดอาจารย์ด้วย(ใบลาตามมาทีหลัง) อาทิตย์ถัดมาก็ได้ข่าวว่าน้ำเต้าย้ายกลับบ้านที่กทม.แล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ(ปี2543)และก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย เพราะผมไม่รู้จักเบอร์โทรบ้านมันที่กทม.(ไม่โทรไปถามเบอร์จากบ้านที่เชียงใหม่เนอะ ฉลาดจัง)

ปี2546 เนื่องจัดการกิจการที่บ้านลงตัว และว่างจัด ผมก็เข้ากรุงเทพฯไปหาอะไรเรียนเปิดหูเปิดตา ที่พักอยู่ลาดพร้าว ใกล้รามคำแหง ผมก็เออ ไปสมัครรัฐศาสตร์รามดีกว่า ลงเรียนไว้ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ อ่านหนังสือไปสอบเอา ผมก็ไปสมัครเรียนไว้ ในวันนั้นแหละ ผมเดินเล่นอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมก็ไปเจอเจอะนังน้ำเต้านั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ซุ้มริมน้ำแห่งนึงในมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็นึกว่าตาฝาด ไปยืนด้อมๆมองๆทำท่าเหมือนคนโรคจิตสักนาทีก็เริ่มแน่ใจ เข้าไปทัก "อีน้ำเต้า!!" ฝ่ายนั้นก็มองหน้าผมแล้วอึ้งระคนตกใจนิดๆก่อนจะตอบกลับมาว่า "ไอ่บาส แกมาได้ไง" ผมก็เล่าไปว่าผมมาทำอะไรบลาๆๆๆ นั่งคุยกันได้ราวๆชั่วโมง ผมก็เอาเบอร์โทรยัยน้ำเต้ามา ก่อนแยกย้ายนังน้ำเต้ายังเปรยกับผมว่าอีกไม่นานก็ต้องย้ายไปอยู่ออสเตรเลียละ และก็บอกผมว่า "เออ ถ้าถึงวันเดินทางไปออสเตรเลีย แกต้องไปส่งชั้นด้วย" ผมก็ตอบไปว่า"อือๆ" แล้วก็มีโทรติดต่อกันบ้างเป็นระยะ แต่แล้วผมก็ดันไม่ได้เติมบัตรมือถือ ทำให้ขาดช่วงในการติดต่อไปเดือนนึง หลังจากนั้นมาเติมบัตรอีกที แต่ก็ไม่ได้โทรหาน้ำเต้า.....จนมานึกได้ทีหลังว่ามันจะไปออสเตรเลีย มานึกได้ก็สายไปแล้วหล่ะครับ เค้าไปแล้ว.....ข่าวสารกับกับน้ำเต้าขาดไปตั้งแต่ปี46 เจอกันครั้งสุดท้ายก็ที่กรุงเทพ ปี46.....คิดถึงแกเหมือนกันนะ

บางคนอ่านมาตั้งแต่แรก อาจจะมองว่าไม่เห็นน่าสนใจเลย เขียนมาจะจบแล้ว สำนวนก็ชวนง่วงนอน ถึงไคลแมกซ์แล้วละครับ วันนี้(2006-09-24)ผมจัดห้องนอนของผมใหม่ ก็ค้นหนังสือเก่าๆที่ไม่อ่านแล้วแยกไว้บริจาค หนังสือเกมรายเดือนและนิตยสารอื่นๆทิ้ง พลันไปเจอไดอารี่ที่เคยเขียนสมัยเรียน เล่มที่เอ่ยถึงด้านบนนั้นแหละผมก็พลิกๆไดอารีไป จนถึงปกหลังด้านใน ก็ไปเจอคำที่น้ำเต้ามันเคยเขียนไว้ คำที่ไม่เคยสนใจจะอ่าน ไม่สนใจจะแปล


(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ใช่แล้วหล่ะครับ คนที่เรียนภาษาฝรั่งเศษมาคงร้องอ๋อ แต่ผมเพิ่งจะรู้ความหมายเอาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ Je t'aime beaucoup แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า ฉันรักเธอมาก ทำไมผมไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้ซัก6ปีนะ "คนเขียนคงจะรอ รอวันที่ผมเอามันไปแปล" ผ่านไป6ปี มาค้นเจอไดอารี่และผมก็เพิ่งจะแปลมัน....ผมในปัจจุบันนี้ก็ไม่รู้ว่าถ้าตอนนั้นผมรู้ความหมาย ผมจะทำอย่างไร ซึ่งตอนนั้นก็มีความรู้สึกยิ่งกว่าเพื่อนกับแจ๋นอยู่ อีกคนก็เพื่อนสนิทเหมือนกัน (มิน่าน้ำเต้าถึงเอาใจผมจัง เลคเชอร์วิชานั่นนี่ ติวEng ติวMath นั่งๆทำรายงานอยู่ที่ห้องผม ว่างก็มาเอ็ดผมว่าห้องของเริ่มรก แล้วก็จัดให้เสร็จสรรพ โง่จริงๆตู) และผมยังผิดต่อน้ำเต้าอีก โดยการเบี้ยวไม่ไปส่งขึ้นเครื่องไปออสเตรเลีย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครเทคแคร์เค้าแบบนั้นละมั้ง ถึงเกิดเป็นความชอบขึ้นมา แต่เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว
และหลังจากที่ไปอยู่ออสเตรเลียได้ปีนึง เค้าก็คงตัดใจจากผมได้แล้วหล่ะตอนนี้เค้าแต่งงานไปได้ปีนึงแล้วโชคดีนะเพื่อนเกลอ



(อันนี้เปิดให้ตัวเองฟัง นังน้ำเต้าต้องอารมณ์นี้แน่ๆ)



อันนี้ปกหน้าด้านใน clickโปรดทำใจก่อนคลิก เนื่องจากลายมือเป็นมลพิษต่อสายตามาก

บาสแมน

- ฉันรู้ความหมายของJe t'aimeแล้ว!!!(อ่านจากช่องขวาไปซ้าย) เรนแมน editมาให้ ขำๆ



แทกใครดีหว่าสาดมั่วแบบจงใจละกัน
1. มอกกุจิ หญิงเหล็กแห่งGG ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอุ้งบาทาหมีเป็นชีวิตจิตใจ และยังมีพลังชีวิตที่อึดยิงกว่าแมลงสาป
2. Eltshan น้องสาวผู้วายอย่างร้ายกาจ จับคู่ไปซะหมด
3. JoyKa ป้าจอยก้ามหากิ๊ก ผู้สะสมกิ๊กอย่างไม่บันยะบันยัง(จริงเป่าไม่รุ เขียนให้เว่อไว้ก่อน)
4. อุริ น้องสาวไอ้หล่อ โดนไอ้หล่อแทก เลยมาแทกซ้ำที่น้องสาวไอ้หล่อแทน แบร่ๆ
5. เซ่อ คาราเอลแมน น้องสาวของมอกกุจิ ฉายา"กระเทย"

เขียนจบแล้วโว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ดีใจจัง

2006/Sep/20

พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก

ประเทศไทยได้ตรากฎหมาย กฎอัยการศึก เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๕ ) คือ กฎอัยการศึก ร.ศ.126 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2450 จึงเป็นที่มาของ พระราชบัญญัติ " กฎอัยการศึก ร.ศ.126 " ซึ่งใน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ร.ศ.126 นี้ มีเพียง 8 มาตรา และใช้อยู่เพียง 7 ปี ก็ได้ถูกยกเลิกโดย พระราชบัญญัติ " กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 " ทั้งนี้ก็เพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น
ปัจจุบัน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ได้ประกาศใช้จนถึงวันนี้ เป็นเวลามากกว่า 91 ปี ซึ่งมีรายละเอียดของพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก ฯ รวม ๑๗ มาตรา ดังนี้ .-

พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗

นามพระราชบัญญัติ
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457"
[รก.2457/-/388/13 กันยายน 2457]

ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้องประกาศ
มาตรา 2 เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อย ปราศจากภัย ซึ่งจะมีมาจากภายนอกหรือภายในราชอาณาจักรแล้ว จะได้มี ประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตรา หรือแต่บาง มาตรา หรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขแห่ง การใช้บทบัญญัตินั้นบังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรหรือตลอดทั่ว ราชอาณาจักร และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใดแล้ว บรรดาข้อความ ในพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายใด ๆ ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับ และใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน
[ มาตรา 2 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พุทธศักราช 2485]

ลักษณะประกาศ
มาตรา 3 ถ้าไม่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วพระราชอาณาจักร ในประกาศนั้นจะได้แสดงให้ปรากฏว่า มณฑลใด ตำบลใด หรือเขตใดใช้ กฎอัยการศึก

ผู้มีอำนาจใช้กฎอัยการศึก
มาตรา 4 เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใดให้ผู้บังคับบัญชา ทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาล ทราบโดยเร็วที่สุด

เมื่อเลิกต้องประกาศ
มาตรา 5 การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น จะเป็นไปได้ต่อมี ประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ

อำนาจทหารเมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา 6 ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร มีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติ ตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
[ มาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515]

อำนาจศาลทหาร และอำนาจศาลพลเรือน เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
14
มาตรา 7 ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลพลเรือนคงมีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีได้อย่างปกติ เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาศึก และ ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษา คดีอาญา ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและในระหว่าง ที่ใช้กฎอัยการศึกตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ทุกข้อ หรือแต่บางข้อ และหรือบางส่วนของข้อใดข้อหนึ่งได้ ทั้งมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติม หรือ ยกเลิกประกาศดังกล่าวนั้นด้วย
ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรก ให้มีผลบังคับเฉพาะคดีที่การกระทำผิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันเวลาที่ระบุไว้ในประกาศ วันเวลาที่ระบุนั้นจะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนั้นหรือภายหลังก็ได้ ประกาศ เช่นว่านี้ให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย
นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ถ้าคดีอาญาใดที่เกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมีเหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้นใน ศาลทหารก็ได้
[ มาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515]
มาตรา 7 ทวิ ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ตามความใน มาตรา 7 นั้น จะให้ศาลทหารในทุกท้องที่หรือแต่บางท้องที่มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามที่กล่าวในมาตรานั้นเท่ากันหรือมากน้อยกว่ากันก็ได้
[ มาตรา 7ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2487]
มาตรา 7ตรี เมื่อได้เลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว ให้ศาลทหารคงมี อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ยังคงค้างอยู่ในศาลนั้น และให้มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีอาญาที่ยังมิได้ฟ้องร้องในระหว่างเวลาที่ใช้กฎอัยการศึกนั้นด้วย
[ มาตรา 7ตรี เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2487]

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจ
13
มาตรา 8 เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด เมืองใด มณฑลใด เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น ที่จะเกณฑ์ ที่จะห้าม ที่จะยึด ที่จะ เข้าอาศัย ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และที่จะขับไล่

การตรวจค้น
มาตรา 9 การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจที่จะตรวจค้นดังต่อไปนี้
(1) ที่จะตรวจค้นบรรดาสิ่งซึ่งจะเกณฑ์ หรือต้องห้าม หรือต้องยึด หรือจะต้องเข้าอาศัย หรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีอำนาจ ที่จะตรวจค้นได้ไม่ว่าที่ตัวบุคคล ในยานพาหนะ เคหะสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือ ที่ใด ๆ และไม่ว่าเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น
(2) ที่จะตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่ง หรือมีไปมาถึงกันในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
(3) ที่จะตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรือคำประพันธ์
[ มาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515]

การเกณฑ์
มาตรา 10 การเกณฑ์นั้นให้มีอำนาจที่จะเกณฑ์ได้ดังนี้
(1) ที่จะเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลังทหารในกิจการ ซึ่งเนื่องในการป้องกันพระราชอาณาจักร หรือช่วยเหลือเกื้อหนุนราชการทหารทุกอย่าง ทุกประการ
(2) ที่จะเกณฑ์ยวดยาน สัตว์พาหนะ เสบียงอาหาร เครื่องศาตราวุธ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากบุคคลหรือบริษัทใด ๆ ซึ่งราชการทหาร จะต้องใช้เป็นกำลังในเวลานั้นทุกอย่าง

การห้าม
มาตรา 11 การห้ามนั้น ให้มีอำนาจที่จะห้ามได้ดังนี้
(1) ที่จะห้ามมั่วสุมประชุมกัน
(2) ที่จะห้ามออก จำหน่าย จ่ายหรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพ บท หรือคำประพันธ์
(3) ที่จะห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุ กระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์
(4) ที่จะห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่มีรถเดินด้วย
(5) ที่จะห้ามมีหรือใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของ อาวุธ และเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน หรือที่อาจนำไปใช้ทำเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติ ดังกล่าวได้
(6) ที่จะห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด
(7) ที่จะห้ามบุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษา ความสงบเรียบร้อยและเมื่อได้ประกาศห้ามเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้น ออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด
(8) ที่จะห้ามบุคคลกระทำหรือมีซึ่งกิจการหรือสิ่งอื่นใดได้ตามที่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้ว่าควรต้องห้ามในเวลาที่ได้มีการประกาศ ใช้กฎอัยการศึก
[มาตรา 11 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515]

การยึด
มาตรา 12 บรรดาสิ่งซึ่งกล่าวไว้ใน มาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 นั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นเป็นการจำเป็น จะยึดไว้ชั่วคราว เพื่อมิให้เป็นประโยชน์แก่ราชศัตรู หรือเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราชการทหาร ก็มี อำนาจยึดได้

การเข้าอาศัย
มาตรา อำนาจการเข้าพักอาศัยนั้น คือ ที่อาศัยใด ๆ ซึ่งราชการ ทหารเห็นจำเป็นและใช้เป็นประโยชน์ในราชการทหารแล้ว มีอำนาจอาศัยได้ ทุกแห่ง

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่
มาตรา การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่นั้น ให้มีอำนาจกระทำ ได้ดังนี้
(1) ถ้าแม้การสงครามหรือรบสู้เป็นรองราชศัตรู มีอำนาจที่จะเผาบ้าน และสิ่งซึ่งเห็นว่าจะเป็นกำลังแก่ราชศัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือถ้า แม้ว่าสิ่งใด ๆ อยู่ในที่ซึ่งกีดกันการสู้รบก็ทำลายได้ทั้งสิ้น
(2) มีอำนาจที่จะสร้างที่มั่น หรือดัดแปลงภูมิประเทศหรือหมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชศัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบ ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ทุกอย่าง

การขับไล่
มาตรา 15 ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาศัยเป็นหลักฐาน หรือเป็นผู้มาอาศัยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใด หรือ จำเป็นแล้ว มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้
มาตรา 15 ทวิ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อ คำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้ เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ ไม่เกินกว่า 7 วัน
[ มาตรา 15ทวิ เพิ่มความโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515]

ร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้
มาตรา 16 ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วใน มาตรา 8 และ มาตรา 15 บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่ง อย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนี้ เป็นการสำหรับป้องกัน *********** ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรือง เป็นอิสรภาพและสงบเรียบร้อยปราศจากราชศัตรูภายนอกและภายใน

มอบอำนาจให้เจ้ากระทรวง
มาตรา ในเวลาปรกติสงบศึก เจ้ากระทรวงซึ่งบังคับบัญชาทหาร มีอำนาจตรากฎเสนาบดีขึ้นสำหรับบรรยายข้อความ เพื่อให้มีความสะดวกและ เรียบร้อยในเวลาที่จะใช้กฎอัยการศึกได้ตามสมควร ส่วนในเวลาสงครามหรือ จลาจล แม่ทัพใหญ่หรือแม่ทัพรองมีอำนาจออกข้อบังคับบรรยายความเพิ่มเติม ให้การดำเนินไปตามความประสงค์ของกฎอัยการศึกนี้ และเมื่อได้ประกาศ กฎเสนาบดี หรือข้อบังคับของแม่ทัพในทางราชการแล้ว ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของพระราชบัญญัตินี้


พ.อ.สงบ แก้วเทศ ผู้จัดทำ webpage
สำนักงานโฆษกกระทรวงกลาโหม
โทร.0 - 2622 - 2153
17